Archive

Archive for the ‘Management Skills’ Category

บริษัท คือ อะไร…?

September 6th, 2009 Scalopus+ No comments

ทุกๆคนต่างเกี่ยวข้องกับบริษัท แต่คำว่าบริษัทคำเดียว ช่างให้ความหมายได้แตกต่างนัก บริษัทของคุณมีความหมายว่าอะไรกันบ้างครับ?

บริษัทสำหรับพนักงาน คือ ต้นตอของเงินและสวัสดิการ ถ้าเราเป็นคนทำงาน เราจะขอให้สิทธินั้นให้คุ้มค่าที่สุดเท่าที่เรามี ตั้งแต่ เรียกเงินเดือนสูงๆ ขอเบิกสารพัดอย่าง ถ้าบริษัทให้ไม่ได้ ก็เป็นบริษัทที่ไม่ดีพอสำหรับเรา ส่วนงานนอกเวลาก็ถือเป็นงานของเรา เรามีสิทธิใช้เวลานอกงานเป็นของเราอย่างเต็มที่ ไอเดียอะไรก็เป็นของเราอย่างเต็มที่

บริษัทสำหรับผู้บริหาร คือ ที่ๆตักตวงคนให้มาทำงานโดยกดค่าแรงให้ต่ำๆ บริษัทจะได้มีกำไรเยอะๆ หรือไม่ก็ ขอให้ได้ใช้งาน Utilization ของพนักงานเต็ม 100% หรือเกินร้อย เรียกได้ว่า คุ้มค่าแรงในการจ้างงาน

บริษัทสำหรับลูกค้า คือ ที่ๆเราจะต้องเรียกร้องสิทธิในฐานะผู้บริโภค ของแพงไม่ซื้อ ของไม่มีคุณภาพต้องบ่น แต่ต้องการบริการที่ดีด้วย

บริษัทที่ภูมิคุ้มกันไม่ดี มักจะมีอาการ พนักงานไม่รัก ลูกค้าก็ไม่รัก ผู้บริหารเองก็ไม่รัก แบบนี้ตายไว รวมถึงลูกค้าอาจจะหนีหายไปหมด รวมถึง อาจจะโดนจิ๊กไปจากคนภายในด้วย

แล้วแท้จริงแล้ว บริษัทคืออะไร?

คือที่ๆ คนมีเป้าหมายเดียวกัน มาร่วมกันก่อร่างสร้างให้มันแข็งแกร่ง เพราะงานไม่สามารถทำตัวคนเดียวได้ไม่ใช่หรือ มีคนจำนวนมากหนีจากการเป็นลูกจ้าง มาเป็นเจ้าของกิจการ เพราะทนกับการกดค่าแรงไม่ไหว แต่พอมาเป็นเจ้าของกิจการ ก็อยากสบาย ขอแรงงานถูกๆ ได้กำไรเยอะๆ เราจะได้นอนตีพุงอยู่บ้าน เป็นอย่างนี้เรื่อยไป

หากองค์กร ไม่สามารถสร้างความภาคภูมิใจ และสร้างเสน่ห์ได้ องค์กรนั้นก็อยู่ได้ไม่ยั่งยืน…. ประเทศเองก็เช่นเดียวกัน อย่าบ่นมากนักเลยว่าคนไทยเป็นอย่างนั้น คนไทยเป็นอย่างนี้ ฟังแล้วเหนื่อย ประเทศกู มีอะไรดีตั้งเยอะว๊อย เอ็งอย่ามากากใส่ประเทศข้าได้มะ

เริ่มต้นด้วยความรัก ของไทยอาจจะแพงกว่านิดหน่อย เพราะภูมิปัญญารั่วไหลไปนานแสนนาน แต่ถ้าใช้ ไม่ดีก็ติติงไปให้พัฒนา ส่วนคนขาย ก็ไม่เอากำไรเกินควร เอาเงินมาพัฒนาสินค้าตัวเอง และดูแลพนักงานให้คุ้มกับการจ้างมา พนักงานเองก็จะรักองค์กร ถ้าเขาได้ผลประโยชน์ที่คุ้มค่ากับสิ่งที่ทำ พลังของพนักงาน ก็จะทำให้ลูกค้าหลงไหล กับเป็นเสน่ห์ให้กับองค์กรต่อไป

คนที่ก่อร่างสร้างบริษัทมา บางคนจะขาดความเข้าใจ เพราะการสร้างบริษัทมากับมือ ทำให้ความรักบังตา เห็นบริษัทดีไปหมด เป็นเช่นว่า ห้ามมาว่าบริษัทชั้นนะ พนักงานเองนอกจากรักองค์กรแล้วก็ต้องรักลูกค้าด้วย นึกถึงเมื่อตอนทุบรถ ข่าวออกโด่งดัง มีสัมภาษณ์ทางวิทยุกับผู้จัดการ ของรถยี่ห้อนั้น DJ ถามว่ารู้สึกอย่างไรกับการทุบรถ… ผู้จัดการนั่นบอกว่า ผมว่าเขาทำไม่ถูกนะ ผมรู้สึกโกรธเหมือนกัน รถดีดีกลับมาทุบให้เป็นข่าวใหญ่โต !. ผมนั่งฟังแล้วก็ เอ… นี่ขนาดผู้จัดการ ยังไม่เข้าใจเลยหรอว่าลูกค้าเขามีปัญหา รักองค์กรมากไปไหมเนี๊ย

สุดท้ายแล้ว เป็นโจทย์ที่ยาก แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป

ที่จะทำให้พนักงาน รักบริษัท ในฐานะ ผู้ร่วมงานและแบ่งปันผลประโยชน์อย่างคุ้มค่า และลูกค้า ในฐานะผู้ให้เงิน มาจากงานที่คุ้มค่าที่ตัวเองทำ.. เห็นอย่าง Tarad.com เอง ก็มีวัฒนธรรมอะไรหลายๆอย่าง ที่ทำให้พนักงานหลงรัก (แม้ผมจะไม่เคยเข้าไปทำ แต่ก็เห็นได้จากภายนอกองค์กร) ตอนนี้ ก็มีโจทย์ใหม่ ว่า ความเป็นจริง ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นได้เสมอไป แต่เราจะปรุงแต่งอย่างไร ให้ความเป็นจริงนั้น เป็นความจริงที่ยอมรับได้ และคงความเป็นจริงอยู่ นี่สิ ผมว่าเป็นโจทย์ที่ยากนะ.

Tags:

การเมือง – คู่มือสะกดใจคน

April 10th, 2009 Scalopus+ No comments

ในตอนนี้ ผมไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด ขณะนี้ผมกำลังอ่านหนังสือ Get Anyone to do anything ของ Divid J. Liberman พอดีกับ ทักษิณ วิดีโอลิงค์มาพูด จึงขอมาดูความเชื่อมโยงกันสักหน่อย โดยในครั้งนี้ จะอ้างอิงจากหนังสือแปลเป็นภาษาไทย ISBN 974-92934-1-X

เกริ่นนำ…. วันนี้วันที่ 10 เมษายน 2552 หนึ่งวันหลังจากที่กลุ่มเสื้อแดงเริ่มปิดถนนในกรุงเทพมหานครและพัทยา ในขณะที่การประชุม ASEAN กำลังจะเริ่มต้นขึ้น การปิดถนนครอบคลุมถนนหลายสายในกรุงเทพฯ และทักษิณ ได้วิดีโอลิงค์มา โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

บทที่ 21: ทำอย่างไรจึงจะทำให้กลุ่มคนใดๆ ก็ตามเข้ากันได้ดี — ในบทนี้ของ Liberman ได้กล่าวว่า ก็ต้องสร้างปัญหาที่เกิดขึ้นจากภายนอก แล้วคนภายในที่แยกตัวกันจะเริ่มให้ความร่วมมือกัน เพื่อต่อกรปัญหาภายนอก … ดูเหมือนบทนี้จะใช้ไม่ได้สำหรับ การแตกเป็นกลุ่มความเห็นในประเทศไทยในระดับมหาภาค อาจจะเป็นเพราะ ทั้งสองกลุ่ม ที่ผู้นำที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนทั้งสองกลุ่ม และ แม้ว่าเศรษฐกิจจะไม่ดีเพียงใด วิกฤตจากแฮมเบอร์เกอร์คริซิส พนักงานที่ถูกปลดเป็นจำนวนมากในปีที่ผ่านมาและปีนี้ เขมรก็กำลังตีท้ายครัว เรื่องประสาทเขาพระวิหาร แต่ประเทศก็ยังคงแตกแยกกันอยู่ ไม่มีความร่วมมือใดๆเกิดขึ้น ไลเบอร์แมน ได้กล่าวว่า ถ้าเขาไม่มีปัญหาภายนอก เขาจะเริ่มสับสนกับปัญหาภายในจิตใจของเขาเอง และใจจะเริ่มตีกันเองภายใน แต่ถ้าหากกำหนดเป้าหมายที่จะต้องต่อสู้กับภายนอก ทุกฝ่ายก็จะร่วมมือกันมากขึ้น

แต่หนังสือไม่ได้กล่าวถึงว่า แล้วถ้าผู้นำกลุ่ม ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะต่อสู้กับภายนอก แต่ต่อสู้กันภายในเมืองละ? จะทำอย่างไรได้ / แล้วทำไมเขายังปลุกระดมคนได้อยู่กันละ? [quote]เมื่อ
คืนวันที่ 8 เม.ย.ได้ข่าวว่า ประชาชนนอนบนถนนกัน ต้องเจอกับยุงตัวโต
ทั้งนี้ต้องมองให้เป็นอีกมุมเพราะในชีวิตไม่สามารถนอนบนถนนได้
แต่วันนี้มานอนได้[/quote]

  • เข้าใจคนอื่นและทำให้รู้สึกว่าผู้นำใส่ใจเขา [p.133/บท 18 สุดยอดเคล็ดลับทางจิตวิทยาของความเป็นผู้นำ ทำให้ทุกคนเดินตามคุณ]

[quote]ไม่
ใช่มานอนเพราะตกทุกข์ได้ยากแต่เรากำลังเรียกร้องอนาคตให้ลูกหลาน
เพราะฉะนั้นคนจะนอนคฤหาสน์ใหญ่อย่างไรก็ไม่มีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์เท่า
พวกเรา[/quote]

  • พยายามโยงเข้ากับความรู้สึก ว่าเรากำลังทำเพื่อใคร.
  • บอกว่า เรามีโอกาสที่นี้โอกาสเดียวที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น

 [quote]ดังนั้นประวัติศาสตร์ครั้งนี้จะสำคัญสำหรับประเทศ ถ้า
มารวมใจกันขนาดนี้ไม่สามารถทำประชาธิปไตยของประชาชนได้มันไม่มีอีกแล้ว
หลายทศวรรษมาแล้วเราอยู่บนประชาธิปไตยเพื่ออำมาตย์ไม่ใช่เพื่อประชาชน[/quote]

  • บอกว่า คุณจะสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไป ถ้าหากคุณไม่ทำ และตอกย้ำว่าเป็นโอาสเพียงครั้งเดียว

 [quote]ตนได้รับแจ้งว่าแท็กซี่ปิดการจราจรที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิโดยที่ไม่มีใครสั่ง ตนขออภัยต่อผู้ใช้รถใช้ถนนใน กทม.ที่ไม่ได้รับความสะดวก[/quote]

  • สร้างความมั่นใจให้ผู้กระทำว่าเป็นการตัดสินใจเอง ที่ไม่ได้ถูกครอบงำ

 [quote]แต่ความไม่สะดวกครั้งนี้เพื่ออนาคตลูกหลานข้างหน้า ขอให้ทนอีกไม่กี่วันเพื่ออนาคตที่ยาวนานของเรา[/quote]

  •  ย้ำความรู้สึก ว่าทำเพื่อใคร

 [quote]เพราะเราทนสุกๆดิบๆกับประชาธิปไตยมานานแล้ว ทำไมจะทนไม่ไหวในแค่ไม่กี่วัน[/quote]

  • เป้าหมายที่ใฝ่ฝัน กำลังจะบรรลุเป้าหมายแล้ว p.156

[quote]สปิริต
ของพี่น้องแท็กซี่ ลองนึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์
ที่สละชีวิตเพื่อประชาธิปไตย วันนี้พี่น้องแท็กซี่ยอมทำผิดกฎหมายจราจร
เพราะว่าอยากจะบอกให้พี่น้องใน
กทม.ว่ามาร่วมกันนำประชาธิปไตยเพื่อประชาชนให้เกิดขึ้นจริงเถอะ
”[/quote]

  • เสริมสร้างความภูมิใจในตัวเอง และสร้างภาพ บุคคลตัวอย่างให้มีความมุ่งมั่น

 [quote]วันนี้ประชาชนอึดอัดมาก การต่อสู้ครั้งนี้ขอให้คนที่ไม่ได้มาร่วมต่อสู้ เข้า
ใจว่าเป็นการต่อสู้ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์
เป็นการต่อสู้เพื่อถอนรากถอนโคนการปฏิวัติ 19 ก.ย.2549
เพื่อให้เป็นการปฏิวัติครั้งสุดท้ายของประเทศไทย เพื่อให้รัฐธรรมนูญปี
2540 เป็นฉบับสุดท้ายที่ฉีกโดยทหาร[/quote]

  • สร้างความขัดแย้งภายในใจ ว่าตัวเองคิดถูกหรือไม่ ในฝ่ายที่ยังไม่ได้ปักใจ หรือมุ่งไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

 [quote]เป็นการถอนรากถอนโคนอำมาตย์ผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้การปฏิวัติต้องไม่เกิดขึ้น เพราะ
ถือว่าอำนาจของประชาชนสูงสุด
ต้องไม่มีอำนาจอื่นใดมาเหนืออำนาจประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอีกแล้ว
วันนี้เราแพ้ไม่ได้ เราต้องชนะ ถ้าเราแพ้ ประเทศ และประชาชนจะแพ้
อนาคตไม่มีความแน่นอน เราต้องสู้และเอาชนะโดยสันติ
ไม่บุกรุกสถานที่ราชการแต่กีดขวางได้เนื่องจากพวกเราไม่มีเส้น[/quote]

  • บอกว่า จริงๆแล้ว อีกฝ่ายเขาทำเพื่อตัวเองนะ คุณคิดถูกแล้วหรอ….
  • บอกว่า เรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง โดยไม่ต้องสนใจกฏหมาย เพราะว่าจริงๆ เราไมได้เป็นเจ้าของ แต่อีกฝ่ายหนึ่งเขียนขึ้น
  • บอกว่า เพราะว่าเราไม่มีสิ่งหนึ่ง จึงจำเป็นต้องทำในอีกสิ่งหนึ่ง เพื่อให้ไม่รู้สึกผิด ในการกระทำที่จะต้องทำ

 [quote]อดีต
นายกฯกล่าวว่าสมัยที่ตนเป็นนายกฯ สีเหลืองบุกยึดทำเนียบฯ ตอนกลางคืน
ตนทำอะไรไม่ได้เพราะม็อบมีเส้นและมีอำมาตย์นั่งอยู่
พรรคประชาธิปัตย์หนุนหลัง
แต่วันนี้เรารักและสู้แบบสันติไปบอกชาวโลกว่ารัฐบาลนี้ไม่มีความชอบธรรมที่
จะเป็นรัฐบาลต่อไป บางคนมาร่วมไม่ได้เพราะมีภารกิจ
แต่ขอเสียสละความไม่สะดวกให้พวกเราบ้าง
ที่สุดแล้วเมื่อประเทศเป็นประชาธิปไตยแล้ว
คนไทยคนหนึ่งก็ได้ประโยชน์จากความมั่นคั่งของประเทศในอนาคตแน่นอน
ประเทศไทยล้าหลังมานานแล้ว แพ้ประเทศแล้วประเทศเล่า หากปล่อยไว้จะแพ้อีก
คนไทยจะจนต่อไป มีหนี้สินที่ชำระไม่ได้ พอกันทีที่ปล่อยให้มีคนจน
แล้วอำมาตย์สบายๆแบบนี้[/quote]

  • เพิ่มความเชื่อมั่น ว่ากำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง (โยงเข้ากับศักศรีความเป็นมนุษย์ และความเป็นตัวตนของเรา)
  • ขายฝันจากเป้าหมาย ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น
  • ผูกเข้ากับความรู้สึกอีกครั้งเพื่อจูงใจ โดยผูกกับความกลัว เรื่องของหนี้สิน 

[quote]ยัง
มีความทรงจำในช่วงที่พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลได้ไหม
ตอนนั้นอำมาตย์จะครอบงำแต่รัฐธรรมนูญและพี่น้องให้คะแนนตนมากมายจนทำงานได้
เต็มที่ แต่หากจะได้รัฐธรรมนูญใหม่ที่อำมาตย์ครอบงำ
พี่น้องจะมีความสุขเท่ากับช่วงพรรคไทยรักไทยแค่ไหน
ประเทศจะมีศักดิ์ศรีแค่ไหน อดทนอีกไม่กี่วัน
ข้าราชการทั้งหลายหัดซื่อบื้อหน่อย ตนได้รับแจ้งมาว่าผู้ว่าฯ
จ.หนองคายตัดไฟที่ศาลากลางจังหวัดและคงไม่ใช้เงินเดือนจ่ายค่าไฟหรอก
อดีตนายกฯกล่าว[/quote]

  • ผูกกับความไม่แน่นอน เพื่อให้อารมณ์รู้สึกว่า ถ้าหากไม่ทำ มันจะเกิดความไม่แน่นอนเกิดขึ้น ไม่แน่นอนว่าความสุขจะเหมือนเก่า 

[quote]อดีต
นายกฯกล่าวว่า
วันนี้ประชาชนมาด้วยความบริสุทธิ์ใจที่อยากเห็นประชาธิปไตยเพื่อประชาชนที่
เคารพเสียงส่วนใหญ่ หากเป็นเพื่ออำมาตย์ที่ต้องรอรับความเห็นชอบ
เช่นบอกว่านายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะเป็นนายกฯที่ดีที่สุดในประเทศและประเทศโชคดี
ความจริงนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯเป็นผลไม้ที่มาจากต้นไม้เป็นพิษ
เพราะใช้กระบวนการทุกอย่างปล้นอำนาจและฝืนเจตนาประชาชน
อำมาตย์และอภิสิทธิ์ชนในกทม.บอกว่าอย่ายุ่งปล่อยให้นายอภิสิทธิ์แก้ปัญหา
ก่อน
วันนี้หากนายอภิสิทธิ์มีสปิริตความเป็นประชาธิปไตยขอให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่
และอาจได้รับเลือกตั้งแล้วประชาชนจะบอกว่าหล่อกว่าเยอะ หากดื้อแบบนี้เสียดาย เพราะนายอภิสิทธิ์ยังเหลือเวลาอีกเยอะ[/quote]

  • เน้นย้ำว่าอีกฝ่ายกำลังทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องและเสนอทางเลือกใหม่ให้อีกฝ่ายหนึ่ง
  • ผูกเข้ากับศักดิ์ศรีความเป็นคน ว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะมีศักดิ์ศรีเมื่อทำสิ่งนี้

[quote]อดีต
นายกฯกล่าวว่า วันนี้พวกเราจะสู้แบบสันติแม้จะไปขัดขวางตรงนั้นตรงนี้บ้าง
แต่ไม่ทำลายทรัพย์สินและบุกรุกสถานที่ราชการ
หากผิดก็ผิดกฎกมายจราจรแต่มันเรื่องเล็ก
ทหารและตำรวจอย่าใช้แก๊สน้ำตาและอาวุธกับประชาชน แม้เราไม่มีเส้น
แต่จะนำไปสู่ระบบยุติธรรมที่แท้จริง ฉะนั้นอย่าเอียง อนาคตที่สดใสของประเทศเราคว้าได้ มันอยู่แค่เอื้อมแล้ว ต้องอดทนสู้ต่อ อย่ายอมแพ้[/quote]

  • กลับมาตอกย้ำอีกครั้ง ว่าเราทำสิ่งที่ถูกต้องทั้งหมดทุกประการ ศักดิ์ศรีของเราครบถ้วน

 [quote]พล.อ.อนุพงษ์ (เผ่าจินดา ผบ.ทบ.)อยู่ไหนไม่เห็นออกทีวีมาบอกให้นายอภิสิทธิ์ลาออกเลย ผบ.เหล่าทัพตอนที่นายสมชาย(วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ)เป็นนายกฯ ก็มาออกทีวีบอกให้ลาออก แบบนี้มันคืออิทธิพลของอำมาตย์เช่นกัน ตกลงแล้วนายอภิสิทธิ์จะเป็นรัฐบาลของประชาชนหรืออำมาตย์กันแน่ หากอยากเป็นรัฐบาลของประชาชนต้องยุบสภาแล้วจะมีโอกาสอดีตนายกฯกล่าว แต่นายวีระกล่าวเสริมว่า สาบสูญไปแล้ว[/quote]

  • ทำให้คนไม่ปักใจ เริ่มสั่นคลอนในความคิดตัวเองอีกครั้ง ว่าเรากำลังเข้าข้างถูกฝ่ายหรือไม่ 

เมื่อผมมาผูกกับหนังสือของไลเบอร์แมนแล้ว ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคำพูดมันถึงได้มีพลัง เพราะมันเป็นคำพูดทางจิตวิทยาล้วนๆ ทุกสิ่งทุกอย่าง ผูกด้วยความสอดคล้องเข้ากันเป็นอย่างดี แต่ถ้าหากเราถอดความรู้สึกออกไปได้ ก็จะเกิดคำถามที่เป็นเหตุเป็นผลมากมายตามมา เช่น ได้คุ้มเสียจริงหรือ? เราได้ประโยชน์จริงๆหรือ? เราได้ประชาธิปไตยแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นอย่างนั้นหรือ? สำหรับผม ผมคิดว่าไม่ เราสูญเสียไปมากจริงๆ ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ถ้าหากเสื้อสีแดง เสื้อสีเหลือง เสื้อสีน้ำเงิน เสื้อสีขาว เสื้อสีฟ้า เสื้อสีกากี มาช่วยกันกันแข่งขันว่าใครพัฒนาประเทศได้ไกลกว่ากัน จะดีกว่าไหม

แต่คงเป็นไปไม่ได้ ถ้าใจยังยึดติด และ 90% ตัดสินว่าจะกระทำอย่างไร ด้วยอารมณ์…..

ผมขอแนะนำหนังสือของไลเบอร์แมน หากท่านใด ไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมเขียน ว่ามันสร้างพลังในคำพูดได้มากได้อย่างไร…..

Tags:

Information Overhead

October 4th, 2008 Scalopus+ No comments

ตามไปอ่าน Blog ของคุณ @p_warawit มา (คุณ @p_warawit ก็เอามาจากคุณ @FordAntiTrust อีกที) มีประเด็นเรื่องที่ผมได้เขียนเกี่ยวกับปัญหาของผมเองไปไม่นานมานี้ นั่นคือ ปัญหาการรับข้อมูลเกินขนาด เพราะว่าเทคโนโลยีช่วยให้เรารับข้อมูลข่าวสารได้ง่ายขึ้นจนข้อมูลข่าวสารนั้นทะลักเข้ามาเหมือนสายน้ำมารวมตัวกันมากเกินกว่าประตูน้ำของเขื่อนที่จะระบายออกไปได้ทัน ปัญหานี้ ดูเหมือนว่าผมไม่ได้เป็นเพียงคนเดียวเสียแล้วแต่เหล่านักบริหารทั้งหลายต่างก็มีปัญหาเดียวกันคือ ภาวะมีข้อมูลเยอะเกินแต่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นสารสนเทศ (Data to Information) เพื่อนำมาใช้งานได้

ผมได้ตามไปดู At the whiteboard ซึ่งมีการนำเสนอเรื่องของ Next Generation of Business Intelligence ภาษาอังกฤษอ่อนแอ แต่ได้เนื้อใจความจาก @p_warawit อีกที ว่าเขาเน้นเรื่องของเครื่องมือ และเปลี่ยน Data เป็น Story ซึ่งจะทำให้สมองของเราตีความได้ดีกว่า ซึ่งจริงๆ ผมคิดว่าเป็นเว็บไซต์ประเภท Data Mining / Data Analysis จะบูมในลำดับต่อไป ซึ่งมีเว็บไซต์หลายๆแห่ง ที่ได้พยายามขายข้อมูล Analysis ให้กับบุคคลทั่วไปมากขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆก็อย่าง Google Trends ซึ่งแสดงกราฟของความสนใจในการค้นหา โดยไปผูกเป็นกราฟร่วมกับข่าวที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาต่างๆ หรืออย่าง Twitter ที่ เดิม ข้อมูลมีลักษณะเป็นข้อความต่อมาเรื่อยๆเท่านั้น ก็มี Mashup Product ต่อยอด ที่ชื่อว่า Plurk.com แสดงเป็น Timeline แทน

เช่นเดียวกัน อย่างพวก Blog ตอนนี้คนส่วนใหญ่เขียนมายังไม่นานนัก ประมาณ 1-4 ปี เป็นส่วนใหญ่ อย่างผม ก็เริ่มรู้สึกแล้วว่า อยากจะได้ Blog Application ที่มีลักษณะคล้าย Google Trends และ Plurk ทำ Blog ของผมออกมาเป็น Timeline เทียบช่วงเวลาเดียวกันของแต่ละปี ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องการมองเห็นแล้ว ครั้งหนึ่ง รายการ MCOT.NET ก็ได้มีคนในวงการ New Media มาเล่าให้ฟัง (อ.โจ) ก็มาเจอเว็บที่เป็นตัวอย่างกราฟแบบต่างๆ ที่ทำให้เราสามารถเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองเห็นข้อมูลเป็นก้อนๆเหล่านั้นออกมาได้ดีขึ้น หรือว่าจะเป็นการ Analysis ข้อมูลของวันเดือนปีเกิดของเด็ก ออกมาเป็นกราฟได้อย่างน่าสนใจ ศาสตร์ตรงนี้ เขาเขียนว่า Information Visualization

นอกเหนือจากการรับข้อมูลเกินขนาดซึ่งส่งผลต่อด้านเวลาและการวิเคราะห์แล้ว อีกด้านหนึ่งก็คือ การเปลี่ยนช่องทางการรับรู้… ทุกวันนี้ ผมอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์ อาศัยการอ่านเพียงอย่างเดียว แต่โสตประสาทอื่นไม่ได้ทำงาน จนกระทั้งหลังๆ เปลี่ยนวิธีใหม่ เป็นฟังรายการวิทยุออนไลน์แทน รวมถึงไดอาร์รี่60 ของคุณ @macroart กับ Twitter ก็ทำให้ฉุดเห็นประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ เพราะข้อมูลมันเยอะเกิน เราจึงพยายามจะ Process ข้อมูลให้เสร็จโดยไว อย่าง Twitter เลยจำกัดอักษรไว้เพียง 160chars (แม้ว่าจะมีเหตุผลอื่นๆอีกมากมายมาสนับสนุน) หรืออย่าง diary60 ก็พยายามกำหนดกรอบให้ผู้สร้างเรื่องจะต้องสร้างภายในกำหนดระยะเวลา แทนที่จะเล่าเท่าไหร่ก็เล่าได้ เล่าไปเรื่อย สรุปคือ กำหนดกรอบระยะเวลาของการส่งข้อมูล ทำให้คนติดตามอยากติดตามมากขึ้นนั่นเอง

Secured for spam by MLW and Associates, LLP's Super CAPTCHASecured by Super-CAPTCHA © 2009-2010 MLW & Associates, LLP. All rights reserved.